รักสยาม หนังสือเก่า

บทความ

ปางเมื่อพระองค์ ปะระมะพุทธ ชัยชนะของพระพุทธเจ้า ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้

01-09-2557 23:27:30น.

               เมื่อหลายวันก่อน มีลูกค้าท่านหนึ่งชื่อคุณเจ ได้ Post VDO จาก  Facebook   ปางเมื่อพระองค์ปะระมะพุทธ เป็นบทสรภัญญะประกอบดนตรี ซึ่งจัดทำโดยวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ภายใต้โครงการชนะตนให้พ้นพรรษา ร่วมเจริญภาวนา บทสรภัญญะแห่งแผ่นดิน และซึ่งถ่ายทอดน้ำเสียงโดย ปาน (ธนพร แวกประยูร)  ในความรู้สึกของผู้เขียนนั้น เธอช่างถ่ายทอดได้ไพเราะจับใจ เมื่อฟังแล้วเกิดความสงบเย็น ท่านทั้งหลายเมื่อได้ฟังแล้วคงมีความรู้เช่นเดียวกับผู้เขียน เหมาะสมกับที่เธอเป็นนักร้องแนวหน้าของเมืองไทยและเป็นบุคคลตัวอย่างที่ควรยกย่องเป็นแบบอย่างและทำให้ผู้เขียนเกิดแรงบันดาลใจในการเผยแพร่

การตรัสรู้ธรรมของพุทธเจ้า ครบ ๒,๖๐๐ ปี หรือ เป็น ปี พุทธชยันตรี  ซึ่งมีความหมายว่า การเฉลิมฉลองของชาวพุทธ ในชัยชนะของพระพุทธเจ้าที่มีเหนือกิเลสและมารทั้งปวงด้วยพระองค์เองจนบรรลุเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น และ ผู้เบิกบานด้วยธรรม โดยมีความหมายจากคำ คำ คือคำว่า ชยันตรี ซึ่งแปลว่า การเฉลิมฉลองชัยชนะ และคำว่าพุทธะ แปลว่า การรู้ ตื่น และเบิกบาน นั้นเอง

                พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ขณะที่พระชนมายุ ๓๕ พรรษา แล้วเมตตาสั่งสอนเผยแผ่จนเสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ ๘๐  พรรษา แล้วจึงนับ พ.ศ. บัดนี้ พ.ศ. ๒๕๕๕  บวก ๔๕ ปี ที่ทรงสั่งสอนเผยแพร่พระพุทธศาสนาหลังตรัสรู้จึงครบ ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ เกิดพระพุทธศาสนามีพระรัตนตรัยครบองค์ทั้ง พระพุทธ พระธรรมและ พระสงฆ์  นั่นก็คือความหมายของ พุทธชยันตรี

                 สำหรับบทสรภัญญะ ปางเมื่อพระองค์ปะระมะพุทธ  หรือ บทพุทธชัยมงคลคาถา  ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึง ชัยชนะแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เขียนเชื่อว่ามีหลายท่านคงไม่ทราบว่าแท้ที่จริงแล้ว บทสรภัญญะที่เราเคยสวดมาช้านานตั้งแต่สมัยเป็นเด็กประถมนั้น  เป็น บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ ๖   

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖

ด้านหน้าธงชัยเฉลิมพล

ด้านหลังธงชัยเฉลิมพล

                พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแปลพระคาถาพาหุง บทที่ ๑ เป็นภาษาไทยในรูปแบบฉันท์ ไว้ให้กองทัพไทยสวดก่อนร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในการนี้ ได้ทรงดัดแปลงท้ายพระคาถาจากที่ว่า "ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ เป็น ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะสิทธิ นิจจัง"  ทั้งนี้ยังได้โปรดให้จารึกพระคาถาที่ทรงดัดแปลงนี้ลงหน้าและหลังธงชัยเฉลิมพลของกองทหารอาสาในสงครามครั้งนี้ด้วย  ท่านทั้งหลายคงได้เห็นพระอัจฉริยภาพของพระองค์ และความงดงามทางภาษา จากบทสรภัญญะ ดังนี้

ถอดความสรภัญญะพระราชนิพนธ์

“........เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ ทรงมีพระหทัยแน่วแน่อธิษฐานแลกด้วยชีวิต เพื่อปรารถนาบรรลุปรมาภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสดาเอกของโลกทรงประทับนั่งอยู่ในสมาธิบัลลังก์ ณ ควงต้นพระศรีมหาโพธิ์......”

“..........ครั้งนั้นพญามาราธิราชซึ่งคอยติดตามขัดขวางพระมหาบุรุษจึงประชุมโยธามาร พญามารเนรมิตองค์ให้มีแขนนับพันพร้อมด้วยอาวุธนานาชนิดท้าวเธอทรงประทับช้างคีรีเมขล์อันเหี้ยมโหดเป็นพาหนะ มีบัญชีให้กองทัพมารกรีทาทัพเข้าล้อมทั่วมหาโพธิมณฑลสถานที่พระมหาบุรุษทรงประทับอยู่....”

“.....กองทัพมารพยายามคุกคามพระมหาบุรุษด้วยประการต่าง ๆ ทั้งบันดาลห่าอาวุธ ห่าฝนเพลิง ห่าฝนขี้เถา ห่าฝนทราย ห่าฝนศิลา ปานประหนึ่งพระหมาสุมทรไหลบ่าถาโถมราวีพระองค์ แต่อาวุธเหล่านั้นมิอาจทำอันตรายองค์องค์ได้เลย...”

“....ด้วยทรงระลึกถึงพระบารมี ๑๐ ประการที่พระองค์สั่งสมมาทรงตั้งพระปณิธานขอให้มีชัยชนะแก่กองทัพมารเหล่านั้น พร้อมทั้งอธิษฐานขอให้ผืนปฐพีเป็นสักขีพยานในพระบารมี เทพนารีได้ทูลขอแสดงประจักษ์พยานบารมี ด้วยการหลั่งน้ำทักษิโณทกแห่งพระมหาบุรุษราช ที่เคยสั่งสมมาออกจากมวยเกศาพลันกระแสชลก็หลั่งไหลออกมา ดั่งท่อธารามหรรณพมากประมาณมิได้ มหาวารีเข้าท่วมท้นทำลายกองทัพเสนาพญามาร ให้พ่ายแพ้สิ้นไปด้วยพระบารมี....”

“......ด้วยเดชะบารมีทั้งสิบประการแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สั่งสมอบรมบ่มพระโพธิญาณจนเต็มบริบูรณ์ พระจอมมุนีทรงเอาชนะเหล่าพญามารได้ด้วยธรรมวิธี อันมีทานบารมี เป็นต้น ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนจิตระลึกถึงพระบารมีแห่งพระองค์ในชัยชนะครั้งนั้น....”

“...ด้วยสัจจะกิริยา ที่ข้าพเจ้าได้นอบน้อมและระลึกถึงพระรัตนตรัยทั้งสามประการ อันได้แก่พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ขอจงบันดาลให้พสกนิกรชาวสยามทุกหมู่เหล่า จงประสบสุขสวัสดี มีชัยชนะต่ออริราชศัตรูในทุกเมื่อ...”

“...และถึงแม้ว่าศัตรูผู้รุกรานนั้น จะมีแสนยานุภาพ มีพลังดังกองทัพของพญามาร ประเทศไทยก็จักมีชัยชนะเหนือศัตรูและเหตุการณ์อันเลวร้านได้ ดุจดังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีชัยชนะเหนือพญามารสืบไป....”

                ในเรื่องของชัยชนะของพระพุทธเจ้านั้น  ผู้เขียนเห็นว่าควรจะกล่าวถึง หนังสือ ปฐมสมโพธิ ฉบับที่พิมพ์แจกในงานปลงศพนางจันทร์ ฉิมไพบูลย์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๘  ซึ่งเป็นบทพระนิพนธ์ของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโสรส  ในบทมารวิชัยปริวัตต์ ปริจเฉทที่ ๙  ดังนี้

                พระยามารตนนี้เคยผจญพระมหาบุรุษมาครั้งหนึ่งแล้ว คือ เมื่อคราวเสด็จออกจากเมือง แต่คราวนี้เป็นการผจญชิงชัยกับพระมหาบุรุษยิ่งใหญ่กว่าทุกคราว กำลังพลที่พระยามารยกมาครั้งนี้มืดฟ้ามัวดิน ทั้งบนเวหา บนดิน และใต้บาดาลขนาดเหล่าเทพยดา และท้าวมหาพรหมก็ยังกลัวพระยามาร  

                ปฐมสมโพธิได้พรรณาภาพเหล่าพลมารตอนนี้ไว้ว่า ".........บางจำพวกก็หน้าแดงกายเขียว บางจำพวกก็หน้าเขียวกายแดง ลางเหล่าจำแลงกายขาวหน้าเหลือง.......บางหมู่กายลายพร้อยหน้าดำ......ลางพวกกายท่อนล่างเป็นนาค กายท่อนต่ำหลากเป็นมนุษย์..."

                ส่วนตัวพระยามารเนรมิตพาหาคือแขนซ้ายและขวาข้างละหนึ่งพันแขน แต่ละแขนถืออาวุธต่าง ๆ เช่น ดาบ หอก ธนู ศร โตมร (หอกซัด) จักรสังข์ อังกัส (ของ้าวเหล็ก) คทา ก้อนศิลา หลาว เหล็ก ครกเหล็ก ขวานถาก ขวานผ่า ตรีศูล (หลาวสามง่าม) ฯลฯ

              เหตุที่พระยามารมาผจญพระมหาบุรุษทุกครั้ง เพราะพระยามารมีนิสัยไม่อยากเห็นใครดีเกินหน้าตน เมื่อพระมหาบุรุษจะทรงพยายามเพื่อเป็นคนดีที่สุดในโลก จึงขัดขวางไว้ แต่ก็พ่ายแพ้พระมหาบุรุษทุกครั้ง ครั้งนี้เมื่อเริ่มยกแรกก็แพ้ แพ้แล้วใช้เล่ห์ คือ กล่าวตู่พระมหาบุรุษว่ามายึดเอาโพธิบัลลังก์ คือ ตรงที่พระมหาบุรุษประทับนั่ง ซึ่งพระยามารตู่เป็นที่ของตน พระยามารอ้างพยานบุคคลคือพวกพ้องของตน ฝ่ายพระมหาบุรุษทรงมองหาใครเป็นพยายไม่ได้ เทพยดาเหล่าก็หนีกันหมด จึงทรงเหยียดพระหัตถ์ขวาออกจากชายจีวร แล้วทรงชี้พระดัชนีลงยังพื้นพระธรณีพระนางธรณีผุดขึ้นตอนนี้เพื่อเป็นพยาน

 

 

ปฐมสมโพธิกล่าวไว้ว่า "พระธรณีก็มิอาจดำรงกายอยู่ได้...ก็อุบัติบันดาลเป็นรูปนารี ผุดขึ้นจากพื้นดินปฐพี...." แล้วกล่าวเป็นพยานมหาบุรุษ พร้อมกับบีบน้ำออกจากมวยผม น้ำนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า "ทักษิโณทก" อันได้แก่ น้ำที่พระมหาบุรุษทรงกรวดทุกครั้งที่ทรงบำเพ็ญบุญบารมีแต่ชาติปางก่อนเป็นลำดับมา ซึ่งแม่พระธรณีเก็บไว้ที่มวยผม เมื่อบางบีบก็หลั่งไหลออกมา

ปฐมสมโพธิกล่าวว่า "เป็นท่อธารมหามหรรณพ นองท่วมไปในประเทศทั้งปวง ประดุจห้วงมหาสาครสมุทร....หมู่มารเสนาทั้งหลายมิอาจดำรงกายอยู่ได้ ก็ลอยตามกระแสน้ำ ปลาสนาการไปสิ้นส่วนคิรีเมขลคชินทร ที่นั่งทรงองค์พระยาวัสสวดี ก็มีบาทาอันพลาด มิอาจตั้งกายอยู่ได้ก็ลอยตามชลธารไปตราบเท่าถึงมหาสาคร ....พระยามารก็แพ้ไปในที่สุด

            บารมีนั้นคือความดี ที่พระมหาบุรุษท่านทรงรำพึงว่า ชีวิต ดวงหทัย นัยน์เนตรที่ท่านทรงบริจาคให้เป็นกุศลผลทานมาก่อนนั้น ถ้าจะเก็บรวมไว้ก็จะมากกว่าผลาผลไม้ในป่า มากกว่าดวงดาราในท้องฟ้า  ความดีที่ทำไว้นั้นไม่หนีไปไหน ถึงใครไม่เห็น ฟ้าดินก็เห็น ดินคือแม่พระธรณี

         ทั้งหมดที่กล่าวมา คือชัยชนะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงต่อสู้เพียงลำพังพระองค์เดียว  ทรงอ้างถึงพระบารมี ที่บำเพ็ญมาแล้วหาประมาณมิได้  และในวาระมหามงคลแห่งการเฉลิมฉลอง การตรัสรู้ธรรมครั้งยิ่งใหญ่ครบ ๒,๖๐๐ ปี ได้เวียนมาบรรจบ พุทธชยันตรีนี้ จึงเหมือนดั่งการปลุกตื่น ให้เราเหล่าชาวพุทธ น้อมระลึกบูชาชัยชนะแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการปฏิบัติบูชาเพื่อมีชัยชนะต่อกิเลสมารทั้งปวง สมดังคำอธิษฐานที่ได้จารึกไว้ในบทสรภัญญะอันไพเราะล้ำค่ายิ่งว่า

                    “ถึงแม้จะมีอริวิเศษ         พละเดชะเทียมมาร

                     ขอไทยผจญพิชิตตะผลาญ  อริแม้นมุนินทร......”   สาธุ

 

เอกสารอ้างอิง

-      แผ่นพับโครงการชนะตนให้พ้นพรรษา ร่วมเจริญภาวนา บทสรภัญญะแห่งแผ่นดิน

-      ซีดี บทสรภัญญะ ปางเมื่อพระองค์ปะระมะพุทธ เรียบเรียงโดย วงศ์วริศ อาริยวัฒน์  CLIMAXSOUND

    ศิลปิน ธนพร แวกประยูร (จำหน่ายในราคา ๑๔๙ บาท ณ ร้านค้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร)

-     สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโสรส  (2478) .ปฐมสมโพธิ .กรุงเทพฯ :  โสภณพิพรรฒธนากร

-     เหม เวชกร  (2539) .สมุดภาพพุทธประวัติ.กรุงเทพฯ : ธรรมสภา

-     ประวัติและบทสวดทำนองสรภัญญะ สืบค้นเมื่อ 29 กันยายน 2555 จาก วิกิพีเดีย