
“สี่โมงเช้า ห้าโมงเช้า หนึ่งทุ่ม ตีสาม”
เสียงเรียกแห่งกาลเวลาตามแบบไทยที่ยังอบอวลอยู่ในความทรงจำของคนรุ่นปู่ย่า
เคยสงสัยไหมว่า เหตุใดผู้ใหญ่ในสมัยก่อนจึงเรียก ๑๐ นาฬิกา ว่า ๔ โมงเช้า
หรือ ๑๑ นาฬิกา ว่า ๕ โมงเช้า ?
คำตอบอยู่ที่
“วิธีนับเวลาตามประเพณีไทย”
อันเป็นภูมิปัญญาที่สะท้อนทั้งจังหวะแห่งชีวิตและเสียงสัญญาณของวันคืน
คนไทยโบราณใช้เสียงฆ้องและเสียงกลองเป็นเครื่องบอกเวลาในชุมชน
คำว่า “โมง” จึงเกิดจากเสียงฆ้อง ส่วนคำว่า “ทุ่ม” มาจากเสียงกลอง
และคำว่า “ตี” ก็หมายถึงช่วงเวลายามค่ำคืนที่เริ่มต้นหลังเที่ยงคืน
-โมง ใช้เรียกเวลาในเวลากลางวัน
ตั้งแต่ ๗ นาฬิกา ถึง ๑๑ นาฬิกา เรียกว่า “โมงเช้า” ถึง “๕ โมงเช้า”
๑๒ นาฬิกา เรียกว่า “เที่ยงวัน”
๑๓ ถึง ๑๗ นาฬิกา คือ “บ่ายโมง” ถึง “บ่าย ๕ โมง”
๑๘ นาฬิกา เรียกว่า “หกโมงเย็น” หรือ “ย่ำค่ำ”
-ทุ่ม ใช้เรียกเวลาตอนหัวค่ำถึงก่อนเที่ยงคืน
ตั้งแต่ ๑๙ นาฬิกา ถึง ๒๔ นาฬิกา เรียกว่า “หนึ่งทุ่ม” ถึง “หกทุ่ม”
“หกทุ่ม” นิยมเรียกว่า “สองยาม”
- ตี ใช้เรียกเวลาหลังเที่ยงคืนถึงรุ่งสาง
ตั้งแต่ ๑ นาฬิกา ถึง ๖ นาฬิกา คือ “ตีหนึ่ง” ถึง “ตีหก”
“ตีหก” เรียกว่า “ย่ำรุ่ง”
นอกจากนี้ยังมีคำว่า “ยาม” ซึ่งแบ่งคืนหนึ่งออกเป็น ๔ ช่วงใหญ่ ๆ
1.ยามหนึ่ง — ย่ำค่ำ ถึง สามทุ่ม
2.ยามสอง — สามทุ่ม ถึง เที่ยงคืน
3.ยามสาม — เที่ยงคืน ถึง ตีสาม
4.ยามสี่ — ตีสาม ถึง ย่ำรุ่ง
การนับเวลารูปแบบนี้ใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้รับการจัดระบบให้เป็นหมวดหมู่ชัดเจนในรัชกาลที่ ๕
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๔ ตามประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๗ หน้า ๒๐๖
แม้ปัจจุบันจะเหลือใช้เพียงในบทสนทนาไม่เป็นทางการหรือในวิถีชาวบ้าน
แต่ทุกถ้อยคำอย่าง “ย่ำรุ่ง” “หกโมงเย็น” หรือ “สองยาม”
ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำ เป็นเสียงสะท้อนแห่ง เวลาตามแบบไทยแท้
ที่งดงาม เรียบง่าย และเปี่ยมด้วยวัฒนธรรม
—
ขอบคุณที่มา : เพจคำไทย / เรียบเรียงใหม่โดย รักสยาม หนังสือเก่า
