การนับเวลาตามแบบประเพณีไทย เป็นยังไงกันนะ?

7 ตุลาคม 2568

“สี่โมงเช้า  ห้าโมงเช้า หนึ่งทุ่ม  ตีสาม”

 เสียงเรียกแห่งกาลเวลาตามแบบไทยที่ยังอบอวลอยู่ในความทรงจำของคนรุ่นปู่ย่า


เคยสงสัยไหมว่า เหตุใดผู้ใหญ่ในสมัยก่อนจึงเรียก ๑๐ นาฬิกา ว่า ๔ โมงเช้า 

หรือ ๑๑ นาฬิกา ว่า ๕ โมงเช้า ?

คำตอบอยู่ที่  

“วิธีนับเวลาตามประเพณีไทย” 

อันเป็นภูมิปัญญาที่สะท้อนทั้งจังหวะแห่งชีวิตและเสียงสัญญาณของวันคืน


คนไทยโบราณใช้เสียงฆ้องและเสียงกลองเป็นเครื่องบอกเวลาในชุมชน

คำว่า “โมง” จึงเกิดจากเสียงฆ้อง ส่วนคำว่า “ทุ่ม” มาจากเสียงกลอง

และคำว่า “ตี” ก็หมายถึงช่วงเวลายามค่ำคืนที่เริ่มต้นหลังเที่ยงคืน


-โมง  ใช้เรียกเวลาในเวลากลางวัน


ตั้งแต่ ๗ นาฬิกา ถึง ๑๑ นาฬิกา เรียกว่า “โมงเช้า” ถึง “๕ โมงเช้า”


๑๒ นาฬิกา เรียกว่า “เที่ยงวัน”


๑๓ ถึง ๑๗ นาฬิกา คือ “บ่ายโมง” ถึง “บ่าย ๕ โมง”


๑๘ นาฬิกา เรียกว่า “หกโมงเย็น” หรือ “ย่ำค่ำ”


-ทุ่ม ใช้เรียกเวลาตอนหัวค่ำถึงก่อนเที่ยงคืน


ตั้งแต่ ๑๙ นาฬิกา ถึง ๒๔ นาฬิกา เรียกว่า “หนึ่งทุ่ม” ถึง “หกทุ่ม”


“หกทุ่ม” นิยมเรียกว่า “สองยาม”


- ตี ใช้เรียกเวลาหลังเที่ยงคืนถึงรุ่งสาง


ตั้งแต่ ๑ นาฬิกา ถึง ๖ นาฬิกา คือ “ตีหนึ่ง” ถึง “ตีหก”


“ตีหก” เรียกว่า “ย่ำรุ่ง”


นอกจากนี้ยังมีคำว่า “ยาม” ซึ่งแบ่งคืนหนึ่งออกเป็น ๔ ช่วงใหญ่ ๆ

1.ยามหนึ่ง — ย่ำค่ำ ถึง สามทุ่ม

2.ยามสอง — สามทุ่ม ถึง เที่ยงคืน

3.ยามสาม — เที่ยงคืน ถึง ตีสาม

4.ยามสี่ — ตีสาม ถึง ย่ำรุ่ง


การนับเวลารูปแบบนี้ใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้รับการจัดระบบให้เป็นหมวดหมู่ชัดเจนในรัชกาลที่ ๕

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๔ ตามประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๗ หน้า ๒๐๖


แม้ปัจจุบันจะเหลือใช้เพียงในบทสนทนาไม่เป็นทางการหรือในวิถีชาวบ้าน

แต่ทุกถ้อยคำอย่าง “ย่ำรุ่ง” “หกโมงเย็น” หรือ “สองยาม”

ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำ เป็นเสียงสะท้อนแห่ง เวลาตามแบบไทยแท้

ที่งดงาม เรียบง่าย และเปี่ยมด้วยวัฒนธรรม


—

ขอบคุณที่มา : เพจคำไทย / เรียบเรียงใหม่โดย รักสยาม หนังสือเก่า